<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 20:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.จัดเวทีเสนอโมเดลพัฒนา ‘ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง’ ‘นพ.อำพล’ เสนอรัฐหนุน ‘ตำบลเข้มแข็งเป็นวาระแห่งชาติ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดเวทีนำเสนอองค์ความรู้โมเดลการพัฒนา &amp;lsquo;ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo; ผ่านระบบ Zoom มีผู้เข้าร่วม 340 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน / พอช.จัดเวทีนำเสนอองค์ความรู้โมเดลการพัฒนา &amp;lsquo;ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo; เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้&amp;nbsp;เสนอบทสังเคราะห์การถอดความรู้โดยนักวิชาการ 5 ภาค&amp;nbsp;ขณะที่ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สว. หนุนการพัฒนาประเทศจากฐานล่าง&amp;nbsp;เหมือนสร้างพระเจดีย์ต้องสร้างฐานให้มั่นคง&amp;nbsp;พร้อมแนะรัฐสนับสนุนให้ตำบลเข้มแข็งเป็นวาระแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี้ (14 กันยายน) ระหว่างเวลา 13.00 -18.30 น.&amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้จัดเวทีนำเสนอองค์ความรู้โมเดลการพัฒนา &amp;lsquo;ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo;&amp;nbsp; ผ่านโปรแกรม Zoom &amp;nbsp;Meetings &amp;nbsp;มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอองค์ความรู้โมเดลการพัฒนา&amp;nbsp; การแลกเปลี่ยนการพัฒนาตำบลเข้มแข็งโดยการใช้เครื่องมือสนับสนุนต่างๆ&amp;nbsp; ของแต่ละพื้นที่และของแต่ละหน่วยงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ผู้แทนภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp;ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมเวทีประมาณ 340 คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวจันทนา&amp;nbsp; เบญจทรัพย์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช.&amp;nbsp;กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการสนับสนุนการพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;nbsp; มีเนื้อหาโดยสรุปว่า พอช. ได้สนับสนุนการนำตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็งมาใช้ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนนำตัวชี้วัดฯ ไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของพื้นที่&amp;nbsp; เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงชุมชน&amp;nbsp; และในปีงบประมาณ 2564 &amp;nbsp;พอช.ตั้งเป้าหมายการพัฒนาตำบลต้นแบบชุมชนเข้มแข็งให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ &amp;nbsp;จำนวน 800 ตำบล ( 5 ภาคๆ ละ 160 ตำบล) โดยใช้ตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง 4 มิติเป็นเครื่องมือ (คนมีแนวคิดและความสามารถเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตคนในชุมชนดีขึ้น&amp;nbsp; การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์โครงสร้าง/นโยบาย&amp;nbsp; และองค์กรชุมชนเข้มแข็ง&amp;nbsp; มีความสามารถในการบริหารจัดการ) และนำมาประเมินผล&amp;nbsp; สังเคราะห์เป็นองค์ความรู้โมเดล &amp;lsquo;การพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo; &amp;nbsp;นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;นพ.อำพล&amp;rsquo; แนะใช้ &amp;lsquo;เบญจพลัง&amp;rsquo; หนุนการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ &amp;nbsp;สมาชิกวุฒิสภา&amp;nbsp; บรรยายเรื่อง &amp;lsquo;ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยชุมชนเข้มแข็ง&amp;nbsp; และทิศทางของรัฐที่ควนปรับเปลี่ยน&amp;rsquo; มีเนื้อหาโดยสรุปว่า&amp;nbsp; ภาพรวมของปัญหาชุมชนมีปัจจัยจาก 1.การบริหารราชการรวมศูนย์&amp;nbsp; รวบอำนาจ&amp;nbsp; 2.ภายนอกดึงทรัพยากรออกจากชุมชน&amp;nbsp; 3.ชุมชนขาดภูมิต้านทาน&amp;nbsp; พึ่งตัวเองไม่ได้&amp;nbsp; 4.ชุมชน&amp;nbsp; ฐานสังคมอ่อนแอ&amp;nbsp; ล่มสลาย&amp;nbsp; ดังนั้นการพัฒนาประเทศจะต้องพัฒนาจากฐานราก&amp;nbsp; เหมือนการสร้างพระเจดีย์&amp;nbsp; จะต้องสร้างฐานพระเจดีย์ให้มั่นคง&amp;nbsp; โดยให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งจัดการตนเองได้&amp;nbsp; และไปเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ของสังคมได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม&amp;nbsp; เป้าหมายที่ 3 เรื่อง &amp;lsquo;เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนา &amp;nbsp;การพึ่งตนเอง และการจัดการตนเองเพื่อสร้างสังคมคุณภาพ&amp;rsquo; จึงเน้นเรื่อง การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;สร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างประชาธิปไตยชุมชน และการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้กับชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้จากการศึกษาเรื่อง &amp;lsquo;การจัดการตำบลเข้มแข็งตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ&amp;rsquo; ของคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา&amp;nbsp; โดยใช้วิธีการศึกษาหลายรูปแบบ&amp;nbsp; รวมทั้งการศึกษาพื้นที่ 4 ตำบล 4 ภาค (ตำบลแม่ทา จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; ตำบลห้วยงู จ.ชัยนาท &amp;nbsp;ตำบลเลยวังไสย์&amp;nbsp; จ.เลย&amp;nbsp; และตำบลนาทอน จ.สตูล) มีข้อค้นพบที่สำคัญที่จะนำไปสู่ตำบลเข้มแข็ง&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. &amp;lsquo;จตุพลัง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นการบริหารจัดการแบบหุ้นส่วนในระดับตำบล &amp;nbsp;มีท้องถิ่น &amp;nbsp;ท้องที่ &amp;nbsp;หน่วยงานราชการ &amp;nbsp;และภาคประชาสังคม &amp;nbsp;หากมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาเสริมเป็น &amp;lsquo;เบญจพลัง&amp;rsquo; จะช่วยเพิ่มปัจจัยต่าง ๆ ให้ตำบลเข้มแข็งยิ่งขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. การพัฒนาประเทศด้วย &amp;lsquo;ระบบแผนเดียวกัน&amp;rsquo; หรือ One Plan ของรัฐบาล จะเชื่อมโยงกระทรวง กรม &amp;nbsp;และพื้นที่ &amp;nbsp;จังหวัด อำเภอ &amp;nbsp;ตำบล &amp;nbsp;หมู่บ้าน/ชุมชนเข้าด้วยกัน &amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี&amp;nbsp; แต่ชุมชนท้องถิ่นจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและครบวงจร&amp;nbsp; ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของเบญจพลังที่ต้องพัฒนาและเรียนรู้ร่วมกัน &amp;nbsp;และ พอช.ควรจะเข้าไปหนุนเสริมชุนชนท้องถิ่นเรื่องการวางแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ตำบลจะเข้มแข็งขึ้นกับปัจจัยภายนอก &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การเมือง &amp;nbsp;การบริหารราชการฯ &amp;nbsp;การมอบหมายมีแผนงานเฉพาะ และปัจจัยภายใน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;มีการร่วมคิด&amp;nbsp; ร่วมทำ&amp;nbsp; ร่วมเรียนรู้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;การพึ่งตนเองได้ &amp;nbsp;และการขจัดอุปสรรค &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. การจัดการตำบลเข้มแข็งในระดับปฏิบัติการ &amp;nbsp;ต้องใช้ทั้งแกนนำ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่าย เครื่องมือ &amp;nbsp;เวทีกลาง &amp;nbsp;ศาสตร์และศิลปะ และการขับเคลื่อนนโยบายและแผน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้ตำบลยังมีนวัตกรรมที่เป็นทุนทางสังคมจำนวนมาก เช่น&amp;nbsp; กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชน &amp;nbsp;การวิจัยโดยชุมชน &amp;nbsp;ธรรมนูญตำบล &amp;nbsp;วิสาหกิจชุมชน &amp;nbsp;กองทุนตำบล ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งสามารถนำมาใช้และพัฒนาต่อยอดได้มาก&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องแผนแม่บทชุมชน &amp;nbsp;หากทำตรงนี้ให้ดี &amp;nbsp;เมื่อรัฐทำเรื่อง One&amp;nbsp; Plan &amp;nbsp;ชุมชนจะได้นำแผนไปเสียบได้ทันที&amp;rdquo; นพ.อำพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สว.ร่วมผลักดัน &amp;lsquo;ตำบลเข้มแข็งเป็นวาระแห่งชาติ&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.อำพล &amp;nbsp;กล่าวถึงข้อเสนอในตอนท้ายเพื่อหนุนเสริมให้ตำบลเข้มแข็งว่า&amp;nbsp; รัฐควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง 6 ด้านดังนี้&amp;nbsp; 1. ควรกำหนดให้การสร้างเสริม &amp;lsquo;ตำบลเข้มแข็ง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็น &amp;lsquo;วาระแห่งชาติ&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นการตอกย้ำเรื่องการพัฒนา มีเป้าหมายนำไปสู่&amp;nbsp; &amp;lsquo;ตำบลเข้มแข็ง ประเทศมั่นคง&amp;rsquo;&amp;nbsp; 2. ควรกำหนดให้เป็นนโยบาย ให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทำความเข้าใจแนวคิด &amp;nbsp;แนวทางการบริหารจัดการแบบหุ้นส่วนในระดับพื้นที่ &amp;nbsp;และพัฒนาระบบกลไก &amp;nbsp;วิธีการทำงานสนับสนุน &amp;lsquo;การจัดการตำบลเข้มแข็งแบบหุ้นส่วน&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ควรให้มี &amp;lsquo;ตัวชี้วัดร่วมเชิงกระบวนการ&amp;rsquo; ให้ส่วนราชการที่มีภารกิจในระดับตำบลและพื้นที่ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ทุกส่วนราชการให้ความสำคัญกับการจัดการตำบลเข้มแข็งแบบหุ้นส่วน &amp;nbsp;4. ควรให้มีแผนงาน โครงการ และงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาระบบการจัดการตำบลเข้มแข็งแบบหุ้นส่วน &amp;nbsp;เวทีสมัชชาตำบลเข้มแข็ง (ตำบล, อำเภอ, จังหวัด) &amp;nbsp;การใช้เครื่องมือส่งเสริมการจัดการตำบลเข้มแข็งแบบหุ้นส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. ควรให้มี &amp;nbsp;&amp;lsquo;หลักสูตรการจัดการตำบลเข้มแข็ง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้ผู้บริหาร &amp;nbsp;ข้าราชการ &amp;nbsp;ผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;6. ควรให้มี &amp;lsquo;สมัชชาตำบลเข้มแข็งแห่งชาติ&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพื่อเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &amp;nbsp;และพัฒนาการจัดการตำบลเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อนี้&amp;nbsp; วุฒิสภาจะเอาไปผลักดัน&amp;nbsp; รวมทั้งคณะกรรมการปฏิรูป&amp;nbsp; คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติต้องช่วยกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้รัฐบาลนำสิ่งเหล่านี้ไปขบคิดต่อ &amp;nbsp;แล้วไปออกเป็นนโยบายสู่การปฏิบัติจริง &amp;nbsp;รัฐบาล &amp;nbsp;หมายถึงกระทรวง&amp;nbsp; ทบวงกรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องเปลี่ยนวิธีคิด &amp;nbsp;การจัดการ &amp;nbsp;สร้างความเข้าใจว่า ให้คนข้างในสามารถเข้ามาร่วมกันจัดการตนเอง &amp;nbsp;พึ่งพาตนเองให้มาก &amp;nbsp;และรัฐมาสนับสนุน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.อำพลกล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โมเดลการพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการบรรยายของ นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; ดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; ยังมีการนำเสนอบทสังเคราะห์&amp;nbsp; &amp;lsquo;โมเดลการพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง&amp;rsquo;&amp;nbsp; จากทีมนักวิชาการ 5 ภาค&amp;nbsp; คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;nbsp; จาก ม.ขอนแก่น และ ม.อุบลราชธานี&amp;nbsp; ภาคใต้&amp;nbsp; จาก ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; ภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp; จาก ม.เกษตรศาสตร์&amp;nbsp; ภาคเหนือ&amp;nbsp; โดยทีมนักวิชาการภาคเหนือ&amp;nbsp; และภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล&amp;nbsp; และตะวันออก จาก ม.บูรพา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตัวอย่าง&amp;nbsp; &amp;lsquo;การถอดองค์ความรู้การพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชน&amp;nbsp; เทศบาลตำบลเสนางคนิคม &amp;nbsp;อำเภอเสนางคนิคม &amp;nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ&amp;rsquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.บุญทิวา พ่วงกลัด &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี &amp;nbsp;&amp;nbsp;นำเสนอกระบวนการและวิธีการถอดบทเรียนว่า &amp;nbsp;การลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ใช้วิธีการสนทนากลุ่ม &amp;nbsp;โดยมีคนที่เข้าร่วมหลากหลาย&amp;nbsp; และมีการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านระบบออนไลน์ ส่งข้อความผ่านไลน์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของพื้นที่มีบริบทหรือต้นทุนเดิม คือ มีความเข้มแข็ง &amp;nbsp;มีความเป็นมาค่อนข้างยาวนาน ในพื้นที่มีการขับเคลื่อนงานเชิงประเด็นการพัฒนา ที่เด่นๆ เช่น &amp;nbsp;กลุ่มพัฒนาบ้านเฮา เป็นเวลายาวนานก่อนที่จะเกิดการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;ธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ (ปี 2555) &amp;nbsp;มีแนวคิดการจัดการตนเอง/การจัดการตนเอง &amp;nbsp;จัดทำธรรมนูญประชาชนตำบลเสนางคนิคม (ปี 2555) &amp;nbsp;อำนาจเจริญเมืองธรรมเกษตร (2556)&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้พื้นที่ยังมีทุนต่างๆ มากมาย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กองทุนข้าวปันสุข หรือธนาคารข้าวของชุมชน เป็นการแบ่งปันข้าว&amp;nbsp; มีการกำหนดเงื่อนไขว่าใครบ้างที่จะมาขอข้าวจากกองทุนได้ นอกนี้มีกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ กองทุนสวัสดิการชุมชน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;lsquo;โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน&amp;nbsp; เพื่อผลิตสินค้าและทำการตลาด&amp;rsquo;&amp;nbsp;โครงการนี้เกิดขึ้นได้โดยการวิเคราะห์สภาพปัญหา &amp;nbsp;ซึ่งพบ 3 ปัญหาสำคัญ &amp;nbsp;คือ 1.ปัญหาด้านรายได้ของเกษตรกร &amp;nbsp;2.ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ (นำไปสู่การคิดเรื่องการแปรรูป) &amp;nbsp;และ 3.คนในชุมชนไม่มีรายได้ในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน &amp;nbsp;เพื่อผลิตสินค้าและทำการตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ชาวบ้านเสนางคนิคมรวมกลุ่มกันนำผลผลิตมาแปรรูปจำหน่าย&amp;nbsp; สร้างอาชีพ&amp;nbsp; สร้างรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีกระบวนการ คือ 1. มีการวิเคราะห์ข้อมูล &amp;nbsp;สำรวจศักยภาพ 15 กลุ่ม &amp;nbsp;มีการคัดกรองเฉพาะกลุ่มที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ทำผลผลิตขายในและนอกพื้นที่ &amp;nbsp;พบว่ามี 4 กลุ่มหลักๆ &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;กลุ่มทำข้าวอินทรีย์ &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวและอื่นๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. การดำเนินกิจกรรมโครงการ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. โดยการอบรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวและกล้วยเป็นหลัก &amp;nbsp;เนื่องจากแต่ก่อนกลุ่มไม่ได้รวมตัวกัน &amp;nbsp;ต่างผลิต &amp;nbsp;ต่างขาย &amp;nbsp;แต่โครงการทำให้กลุ่มต่างๆ มาร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อผลักดันการดำเนินงานโครงการ &amp;nbsp;รวมถึงเรื่องของตลาด &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการอบรมพัฒนาบรรจุภัณฑ์&amp;nbsp; เพราะเดิมสินค้าขายในชุมชนเป็นหลัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีขายข้างนอกบ้างโดยไม่มีโลโก้สินค้า ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ &amp;nbsp;ข้าวแต๋น &amp;nbsp;กล้วยตาก &amp;nbsp;กล้วยฉาบ &amp;nbsp;โดยสร้างแบรนด์ &amp;ldquo;เมืองสองนาง&amp;rdquo; นอกจากนี้มีสินค้าเสริม คือ ชาจากใบข้าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. การดำเนินกิจกรรมผลิตภัณฑ์เสริม &amp;nbsp;เช่น ชาใบข้าว &amp;nbsp;กล้วยออร์แกนิค &amp;nbsp;เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง &amp;nbsp;จึงเน้นการส่งขายนอกชุมชน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการอบรมการขายสินค้าออนไลน์ &amp;nbsp;ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญการทำเว็บไซต์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. การดำเนินกิจกรรมร้านค้าสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;และตลาดนัดเกษตรปลอดภัย &amp;nbsp;สินค้าวางจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;เปิดดำเนินการแล้วแต่ต้องปิด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากประสบปัญหาบางอย่าง &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ฟื้นคืนสิ่งที่มีอยู่เดิมกลับคืนมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. แผนในอนาคต ทางประธานสภาองค์กรชุมชนบอกว่าอยากจดทะเบียนให้เป็นวิสาหกิจชุมชน &amp;nbsp;และมีการรวบรวมสินค้าชุมชนทุกอย่างที่พื้นที่สามารถผลิตได้ นำมาจำหน่ายในร้านค้า และการสร้างเครือข่ายโดยการเชื่อมโยงกับขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำการค้าเชื่อมโยงทั้งในและนอกจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เนื่องจากที่ผ่านมาในพื้นที่ได้รับออร์เดอร์สินค้าจากบริษัทเอกชนเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;ราคาประมาณ 500,000 บาท &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าเป็นราคาค่อนข้างสูง &amp;nbsp;แต่ละกลุ่มจึงระดมกำลังคนมาช่วยกันผลิตสินค้าเพื่อผลิตให้ทันคำสั่งซื้อ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่มีการร่วมกันผลิตในชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ได้แยกกันทำเหมือนแต่ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในตัวชี้วัด 4 มิติ &amp;nbsp;ชุมชนเข้มแข็งของ พอช. &amp;nbsp;จะเห็นว่าเด่นชัดในเรื่องคนมีคุณภาพได้ 25 คะแนนเต็ม &amp;nbsp;เห็นว่าคนในพื้นที่มีการขับเคลื่อนงานประเด็นต่างๆ ต้องการพัฒนาให้มีความเป็นอยู่ที่ดี &amp;nbsp;ที่สำคัญคือ เด็กและเยาวชนที่เคยร่วมกิจกรรมในช่วง 10 &amp;ndash; 20 ปีที่แล้ว &amp;nbsp;กลับมาเป็นแกนนำและเป็นพี่เลี้ยงให้กับเยาวชนในการขับเคลื่อนงานครั้งนี้ด้วย&amp;rdquo; ผศ.บุญธิวายกตัวอย่างการถอดองค์ความรู้การพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชน&amp;nbsp; เทศบาลตำบลเสนางคนิคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;จังหวัดอำนาจเจริญ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116712</URL_LINK>
                <HASHTAG>One Plan, จตุพลัง, จัดเวทีเสนอโมเดลพัฒนา, ตัวชี้วัด 4 มิติ, ตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง, ตำบลเข้มแข็ง, ตำบลเข้มแข็งเป็นวาระแห่งชาติ, นพ.อำพล จินดาวัฒนะ, นางสาวจันทนา  เบญจทรัพย์, ผศ.บุญทิวา พ่วงกลัด, พอช., ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยชุมชนเข้มแข็ง  และทิศทางของรัฐที่ควนปรับเปลี่ยน, ระบบแผนเดียวกัน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), เบญจพลัง, โครงการสนับสนุนการพัฒนาตำบลต้นแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_6140a3f8cd977.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สานพลังสังคม-ชุมชนท้องถิ่นใช้พื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัด วิจัยแก้ปัญหา-ลดผลกระทบจากโควิด-19-สร้างวัคซีนทางสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;การจัดตั้งศูนย์พักคอยในชุมชนเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด (บ้านน้ำคำ&amp;nbsp; อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดทำให้ระบบสาธารณสุขรองรับไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0cm 72pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ สานพลังทางสังคม&amp;nbsp; หน่วยงานภาคีร่วมมือชุมชนท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาใช้พื้นที่ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัด อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์&amp;nbsp; สุรินทร์&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; และพัทลุง เป็นพื้นที่วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ทั้งด้านสุขภาพ&amp;nbsp; เศรษฐกิจ&amp;nbsp; สังคม สร้าง &amp;lsquo;วัคซีนทางสังคม&amp;rsquo; เริ่มกรกฎาคม-ธันวาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะใช้ผลการศึกษาวิจัยจากชุมชนต้นแบบเป็นโมเดลขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ระลอกใหม่ในปี 2564 ที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ&amp;nbsp; หน่วยงานภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา&amp;nbsp; วิทยาศาสตร์&amp;nbsp; วิจัยและนวัตกรรม&amp;nbsp; โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ตระหนักถึงสภาวะวิกฤตความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;จึงได้ร่วมกันจัดทำ &amp;lsquo;โครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม-ธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม&amp;nbsp; มีการจัดการประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนโครงการวิจัยฯ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยการประชุมผ่านระบบ Zoom Meeting&amp;nbsp; มีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; สช.&amp;nbsp; สสส.&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; และผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ประมาณ 87 คนร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;การประชุมผ่านระบบ Zoom&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;โครงการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; เบญจทรัพย์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ในฐานะประธานคณะทำงานโครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่ฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ว่า 1. เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา &amp;nbsp;ผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ในชุมชน และคนเปราะบาง&amp;nbsp; ในมิติด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ และสังคม 2. เพื่อหนุนเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่เครือข่ายองค์กรชุมชนในการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ในระยะเร่งด่วนและระยะฟื้นฟู&amp;nbsp; ในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;3.เพื่อศึกษาระบบและกลไกการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบวิกฤตโควิด-19 ของชุมชนที่เป็นโมเดลต้นแบบและขยายผลไปยังชุมชนอื่น&amp;nbsp; 4. เพื่อเสริมพลังกลไกเครือข่ายชุมชนให้เป็นระบบเครือข่ายความปลอดภัย (Social Safety Net) ในการป้องกันความเสี่ยงของชุมชนเมื่อเกิดสภาวะวิกฤต&amp;nbsp; และ 5. เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรองรับสภาวะวิกฤต (Pre-crisis management) ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า&amp;nbsp; อ.บุ่งคล้า&amp;nbsp; จ.บึงกาฬ&amp;nbsp; มอบอาหาร-น้ำดื่มให้โรงพยาบาลสนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การดำเนินโครงการวิจัยได้เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฏาคม-ธันวาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะเริ่มกระบวนการตั้งแต่การจัดตั้งกลไก&amp;nbsp; เตรียมทีมงานโครงการ&amp;nbsp; การคัดเลือกจังหวัดเป้าหมาย&amp;nbsp; วางแผนการดำเนินงานร่วมกับกลไกและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; สำรวจปัญหา&amp;nbsp; ความต้องการของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; การวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อออกแบบแนวทางความช่วยเหลือ&amp;nbsp; ทั้งในระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; เฉพาะหน้า ระยะฟื้นฟู &amp;nbsp;และพัฒนา&amp;nbsp; การดำเนินกิจกรรมตามแผนงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเชื่อมโยง&amp;nbsp; ประสานความความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก &amp;nbsp;การบูรณาการแผนงาน และ เชื่อมโยงสู่แผนการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ทั้งในระดับตำบล&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และจังหวัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;การวิเคราะห์และสรุปบทเรียนผลการดำเนินงานของโครงการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาโครงการร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อประเมินผลการดำเนินงานร่วมกับชุมชน &amp;nbsp;กลไกในพื้นที่ &amp;nbsp;และหน่วยงานในพื้นที่เป้าหมาย&amp;nbsp; เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและพัฒนาเป็นแผนหรือนโยบายระดับพื้นที่&amp;nbsp; ตลอดจนจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารจัดการเชิงรุกรองรับสภาวะวิกฤตเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;ใช้พื้นที่ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัดอีสาน-ใต้เป็นพื้นที่วิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการคัดเลือกจังหวัดที่ดำเนินการวิจัยครั้งนี้&amp;nbsp; คณะกรรมการโครงการฯ ได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งของกลไกเครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มีการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีการประสานความร่วมมือในการดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถขับเคลื่อนงานโครงการให้บรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาที่กำหนด &amp;nbsp;โดยมีจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกวิจัยนำร่อง 5 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อำนาจเจริญ &amp;nbsp;กาฬสินธุ์&amp;nbsp; สุรินทร์&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; และพัทลุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการขับเคลื่อนงานวิจัยในพื้นที่ 5 จังหวัดจะมีทีมวิจัย&amp;nbsp; ซึ่งประกอบด้วยผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; บ้านมั่นคง&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมเป็นคณะวิจัย&amp;nbsp; ทั้งนี้การขับเคลื่อนงานวิจัยครั้งนี้จะต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนจน &amp;nbsp;กลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; รวมถึงเปิดพื้นที่ให้คนจนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกขั้นตอนด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยทั้ง 5 จังหวัดมีแผนงานการขับเคลื่อนเบื้องต้นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคำโพน&amp;nbsp; จ.อำนาจเจริญ&amp;nbsp; มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุรินทร์ &amp;nbsp;: เตรียมข้อมูลพื้นที่เพื่อวางแผนการทำงาน&amp;nbsp; คัดเลือกชุมชน 5 พื้นที่ตามเกณฑ์ที่ภาคลงมติร่วมกัน &amp;nbsp;โดยเลือกพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีต้นทุนในการทำงานอยู่แล้ว &amp;nbsp;ทั้งพื้นที่ชนบทและพื้นที่เมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นครราชสีมา &amp;nbsp;: ใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนและกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกลไกหลัก &amp;nbsp;ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายที่มี &amp;nbsp;&amp;nbsp;สร้างทีมนักวิจัยและนักปฏิบัติการ &amp;nbsp;ออกแบบเครื่องมือในการเก็บข้อมูลเพื่อสรุปบทเรียนพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กาฬสินธุ์ : เตรียมคัดเลือกพื้นที่ตามเกณฑ์ที่ภาคมีข้อตกลงร่วมกัน&amp;nbsp; มีทั้งหมด 5 พื้นที่ &amp;nbsp;5&amp;nbsp; โมเดล&amp;nbsp; มีการวางทีมคณะทำงานโดยเชื่อมโยงการทำงานทั้งในส่วนของท้องที่และท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจเจริญ : วางแผนการทำงานร่วมกับทีมวิชาการในพื้นที่ &amp;nbsp;ทั้งแกนนำขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;ผู้แทนจากพื้นที่ทั้งเขตเมืองและชนบท &amp;nbsp;ภาคีที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;(พมจ.) มีการนิยามคำว่าชุมชนร่วมกันเพื่อคัดเลือกพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนเมือง และชุมชนชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พัทลุง : กำหนดเป้าหมายทำงานเชิงรุก&amp;nbsp; สร้างอาชีพ &amp;nbsp;ลดการพึ่งพาระบบสาธารณสุข &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์พักคอย&amp;nbsp; ใช้สมุนไพรรักษาโควิด &amp;nbsp;ใช้ทุนชุมชนเพื่อสร้างโมเดลในการจัดการตนเอง &amp;nbsp;โดยใช้กลไกชุมชน ผ่านการระดมทุนและการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป้าหมาย 5 ชุมชน 50 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการโครงการวิจัยครั้งนี้&amp;nbsp; เป็นงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่&amp;nbsp; 5 จังหวัด&amp;nbsp; รวม 3.3&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ในจำนวนนี้เป็นงบสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน-ฟื้นฟู-พัฒนา เช่น&amp;nbsp; การดูแลสุขภาวะในช่วงโควิด&amp;nbsp; การสร้างอาชีพ&amp;nbsp; เพิ่มรายได้&amp;nbsp; ลดรายจ่าย&amp;nbsp; จังหวัดละ 500,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยแต่ละจังหวัดจะมีพื้นที่ชุมชนเป้าหมายในการวิจัยอย่างน้อย 5 ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีโจทย์การวิจัยที่สำคัญ&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1. การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในชุมชน &amp;nbsp;มีผลกระทบต่อคนเปราะบางในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ&amp;nbsp; และสังคมอย่างไรบ้าง&amp;nbsp; 2. การแก้ไขปัญหาวิกฤตในชุมชนเพื่อการดูแลคนเปราะบางเดิม (ก่อนที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่) มีการจัดการอย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;3.ชุมชนจะมีระบบและกลไกการแก้ไขปัญหาคนเปราะบางในสภาวะวิกฤตโควิด-19 ในระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ระยะฟื้นฟู&amp;nbsp; ในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ&amp;nbsp; และสังคม ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่อย่างไร&amp;nbsp; และ 4. ชุมชนจะมีการบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้พ้นสภาวะวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; margin-top: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; margin-top: 0cm;&quot;&gt;นางสาวพรรณทิพย์&amp;nbsp; เพชรมาก&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ในฐานะที่ปรึกษาโครงการเสนอความเห็นว่า&amp;nbsp; การวิจัยเรื่องโควิดครั้งนี้ &amp;nbsp;ไม่ใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า &amp;nbsp;แต่เป็นการสร้างระบบของชุมชนเพื่อดูแลช่วยเหลือกันในระยะยาว &amp;nbsp;โดยใช้โอกาสจากงานวิจัยมาหนุนเสริม &amp;nbsp;ใช้ทุนต่างๆ ที่มีในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนมาช่วยเหลือกันในช่วงโควิด&amp;nbsp; หรือมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเปราะบางเพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด&amp;nbsp; และต้องจัดทำข้อมูลกลุ่มเปราะบางให้ชัดเจน&amp;nbsp; มีปัญหาความต้องการอย่างไร&amp;nbsp; อาจเชื่อมทุนจากภายนอกมาหนุนเสริม&amp;nbsp;&amp;nbsp; และต้องเปลี่ยนระบบ&amp;nbsp; ต้องทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุนมาดูแลกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระยะยาวชุมชนจะสามารถจัดระบบ&amp;nbsp; เพื่อวางแผนพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวมของชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งแผนพัฒนาในด้านต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายนอกเหนือจาก 5 จังหวัดที่วิจัย&amp;nbsp; เพื่อให้พื้นที่อื่นมาเรียนรู้&amp;nbsp; มาแลกเปลี่ยน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้เป็นพื้นที่วิจัย&amp;nbsp; แต่ได้รับผลกระทบมาก&amp;nbsp; จะเชื่อมโยงกันอย่างไร&amp;nbsp; เพื่อเกื้อหนุนกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นำสินค้าผลผลิตจากชุมชนมาแลกเปลี่ยนหรือขายราคาถูก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และใช้โอกาสจากงานวิจัยไปทำงานให้สอดคล้องกับพื้นที่&amp;nbsp; สามารถตอบคำถามงานวิจัยได้&amp;nbsp; เพราะชุมชนไม่ได้ทำวิจัยเพื่อวิจัย &amp;nbsp;แต่เป็นการทำวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา และขยายการพัฒนาของชุมชนไปเชื่อมโยงกับระบบที่เกี่ยวข้องต่างๆ&amp;nbsp; ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางสาวพรรณทิพย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่น้องเครือข่ายชุมชน จ.กาญจนบุรี ส่งน้ำใจช่วยเหลือชาวชุมชน กทม.ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นพ.สำเริง&amp;nbsp; แหยงกระโทก &amp;nbsp;จากจังหวัดนครราชสีมา&amp;nbsp; เสนอความเห็นว่า&amp;nbsp; อยากให้งานวิจัยครั้งนี้เน้นไปที่จุดสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การทำศูนย์พักคอย หรือ CI (Community Isolation) ว่า&amp;nbsp; CI เกิดขึ้นได้อย่างไร &amp;nbsp;ทำอย่างไร &amp;nbsp;มีความสำเร็จอย่างไร &amp;nbsp;หรือไม่สำเร็จ&amp;nbsp; ให้เจาะลึกเพื่อให้เกิดบทเรียนที่ชัดเจน&amp;nbsp; เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครทำวิจัยเรื่องนี้&amp;nbsp; ยังเป็นเรื่องใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้โรงพยาบาลไม่พอ&amp;nbsp; โรงพยาบาลสนามก็ไม่พอ&amp;nbsp; ดังนั้นชุมชนจึงต้องมาช่วยกันทำ CI เพื่อมาดูแลผู้ป่วยสีเขียวหรือเหลืองอ่อนซึ่งยังมีอาการไม่มาก&amp;nbsp; เพราะไม่ต้องใช้หมอ&amp;nbsp; ไม่ต้องใช้พยาบาล&amp;nbsp; ใช้คนในชุมชนมาช่วยกันทำ&amp;nbsp; ดูแลกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; พระ&amp;nbsp; อสม. ชาวบ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เป็นการรวมตัวของคนในตำบล&amp;nbsp; จึงอยากให้ทีมวิจัยภาคอีสาน 4 จังหวัดทำวิจัยเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นบทเรียน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.สำเริงเสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;ระดมสรรพกำลังสู้โควิด-สร้างวัคซีนทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม &amp;nbsp;เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางมีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังใช้ที่ว่างในชุมชน (ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นทำอาหาร&amp;nbsp; และเป็นแหล่งอาหารสำรองของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งรณรงค์ให้ความรู้ป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; แจกเจลล้างมือ&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; ถือเป็นต้นแบบแห่งหนึ่งในการรับมือกับโควิด&amp;nbsp; โดยใช้ศูนย์เด็กเล็กเป็นศูนย์พักคอยในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนโควิดปีนี้&amp;nbsp; เราได้เตรียมสถานที่พักคอยในชุมชน (Community Isolation) เพื่อรองรับผู้ป่วย&amp;nbsp; โดยจะใช้ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน&amp;nbsp; รองรับได้ผู้ป่วยได้ 10 เตียง&amp;nbsp; และเตรียมห้องประชุมของชุมชนรองรับได้ประมาณ 30 เตียง&amp;nbsp; ส่วนผู้ที่ป่วยไม่มากหรือมีสถานะสีเขียว&amp;nbsp; เราจะให้กักตัวในบ้าน (Home Isolation)&amp;nbsp; แยกตัวออกจากคนในครอบครัว&amp;nbsp; โดยเราจะส่งข้าวกล่องให้ 3 มื้อ&amp;nbsp; และประสานงานกับ สปสช.เพื่อจัดส่งยา&amp;nbsp; เครื่องวัดอ๊อกซิเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อวัดค่าอ๊อกซิเจนในเลือด&amp;nbsp; และรายงานผลทางไลน์ให้ทางศูนย์สาธารณสุขทราบทุกวันเพื่อติดตามอาการและดูแลผู้ป่วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอกถึงการดูแลผู้ติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดา&amp;nbsp; แต้อารักษ์ &amp;nbsp;รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;การทำศูนย์พักคอยในชุมชนหรือ CI หรือศูนย์พักพิงเพื่อจะส่งต่อ&amp;nbsp; ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถจะส่งต่อไปไหนได้แล้วเพราะไม่มีที่จะให้ส่ง&amp;nbsp; แต่ CI จะดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย&amp;nbsp; ซึ่งชุมชนสามารถทำได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะ พอช.&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เพราะทำเรื่องความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; เรื่องอาชีพ&amp;nbsp; และที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดากล่าวว่า&amp;nbsp; การทำ CI โดยชุมชนไม่ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์&amp;nbsp; จึงต้องช่วยกันทำ&amp;nbsp; และต้องรีบทำ&amp;nbsp; เพราะไม่งั้นจะเสียชีวิตอีกมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมี &amp;lsquo;4 อ.&amp;rsquo; ที่ต้องช่วยกันทำ&amp;nbsp; คือ 1. อาการ &amp;nbsp;ดูอาการ &amp;nbsp;การหายใจ&amp;nbsp; ว่าเป็นอย่างไร &amp;nbsp;รักษาตามอาการ &amp;nbsp;และช่วยกันดูแล &amp;nbsp;2.อาหาร &amp;nbsp;3. อาศัย &amp;nbsp;คือศูนย์พักคอยหรือที่พักพิง &amp;nbsp;และ 4. อาศัยฐานทุนที่มีอยู่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าเป็นไปได้อยากให้ สปสช.เชื่อม CI เข้าสู่ระบบและจัดสรรงบประมาณให้ศูนย์พักคอยชุมชนโดยตรง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำเรื่องอาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อขยายการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนฐานราก&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนที่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ&amp;nbsp; จะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทำเรื่องนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนกว่าวัคซีนจะมีมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสิ่งที่พวกเราทำนี้&amp;nbsp; ทั้งสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม&amp;nbsp; เป็นวัคซีนทางสังคมที่พวกเราช่วยกันทำได้อย่างดี&amp;nbsp; ต้องสร้างเครือข่าย&amp;nbsp; ต้องทำต่อไป&amp;nbsp; และขยายไปทั่วประเทศ&amp;nbsp; แล้วเราจะไปรอด&amp;rdquo; &amp;nbsp;นพ.ปรีดาย้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; สร้างวัคซีนทางสังคม นำอาหารและสิ่งของจำเป็นมอบให้ครอบครัวที่กักตัวในบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดากล่าวในตอนท้ายว่า ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้จะมีการพูดคุยกับเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ&amp;nbsp; โดยมี&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; สสส. พอช.&amp;nbsp; และพี่น้องชุมชน&amp;nbsp; เพื่อกระชับความร่วมมือให้เต็มที่และมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะจะต้องระดมสรรพกำลังร่วมกันให้มากกว่าโควิดรอบแรก&amp;nbsp; เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์หนักกว่าสงครามโลก&amp;nbsp; เป็น &amp;lsquo;สงครามโรค&amp;rsquo; และหากระบาดระลอก 4 หรือเป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่จะอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่านี้&amp;nbsp; ขณะที่ระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงต้องช่วยกันยันสมรภูมิในพื้นที่ให้ชัดเจน&amp;nbsp; ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน&amp;nbsp; ตำบล&amp;nbsp; โดยใช้จุดแข็งของ พอช.และสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; คือมีกำลังคนในพื้นที่&amp;nbsp; มีทีม&amp;nbsp; และมีทุนบางส่วนแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของ สปสช.&amp;nbsp; สสส. และ สช.จะเข้ามาหนุนเสริมในเรื่องรูปแบบ&amp;nbsp; ความรู้&amp;nbsp; เรื่องการจัดการ&amp;nbsp; การรับมือกับโรคระบาด&amp;nbsp; เพื่อดูแลพี่น้องในชุมชน&amp;nbsp; เป็นการสานพลัง&amp;nbsp; สานความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; รวมทั้งการแก้ไขปัญหากฎระเบียบต่างๆ หรืออุปสรรคทางนโยบาย&amp;nbsp; โดย สช.จะช่วยเชื่อมประสานงานทางหน่วยงานนโยบาย&amp;nbsp; เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ&amp;nbsp; เป็นทางรอดของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111736</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 อ., Community Isolation, Zoom Meeting, กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม, กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า, การทำศูนย์พักคอย, กาฬสินธุ์, ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัด, ชุมชนท้องถิ่น, นครราชสีมา, นพ.ปรีดา  แต้อารักษ์, นพ.สำเริง  แหยงกระโทก, นางสาวจันทนา  เบญจทรัพย์, นางสาวพรรณทิพย์  เพชรมาก, บพท., พลังสังคม, พัทลุง, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สร้างวัคซีนทางสังคม, สานพลังทางสังคม, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สุรินทร์, หน่วยงานภาคี, อำนาจเจริญ, โครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210731/image_big_6104fe67111fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
